Video Presentation งานวิจัย
ในศตวรรษที่ผ่านมา การใช้ปิโตรเลียมเป็นแหล่งไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbons) ในการผลิตเชื้อเพลิง สารเคมี และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เป็นสาเหตุหลักของการปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก (Climate change) และยังเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป (Non-renewable energy) ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและความยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรม ชีวมวล (Biomass) เป็นแหล่งวัตถุดิบหมุนเวียน (Renewable resource) ที่น่าสนใจ เนื่องจากมีปริมาณมากและหลากหลายชนิด จึงมีศักยภาพที่จะมาเติมเต็มความต้องการด้านวัตถุดิบสำหรับการผลิตพลังงานและสารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคตได้ แนวคิดเกี่ยวกับ “โรงกลั่นชีวภาพ” หรือ “ไบโอรีไฟเนอรี” (Biorefinery) จึงเกิดขึ้นซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการแปรรูปส่วนประกอบของชีวมวลไปเป็นเชื้อเพลิง พลังงาน และสารเคมีมูลค่าเพิ่มหลายชนิด โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ วิดีโอนี้นำเสนอกระบวนการแปรรูปชีวมวลเป็นกรดลิวูลินิก (Levulinic acid, LA) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสารเคมี (Platform chemical) ที่สำคัญในอุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรี โดยนำไปผลิต เชื้อเพลิง (Biofuels) พอลิเมอร์ชีวภาพ (Biopolymers) ตัวทำละลายชีวภาพ (Biosolvents) เครื่องสำอาง (Cosmetics) และยา (Pharmaceuticals) โดยทาง P&S Intelligence ได้ประเมินไว้ว่าตลาดของ LA ในช่วงปี ค.ศ. 2019-2030 จะมีการเติบโตอีกโดยประมาณ 8.8% ต่อปี นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนองานวิจัยตัวอย่างที่ใช้เทคนิค Life Cycle Assessment (LCA) ในการประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมของการผลิต LA จากฟางข้าวและทะลายปาล์มเปล่า
คณะผู้จัดทำ: นิสิตระดับบัณฑิตศึกษาและคณาจารย์ รายวิชา 2306633 Biorefinery ภาควิชาเคมีเทคนิค คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
‘จุลสาหร่าย’ ที่จิ๋วแต่แจ๋ว สู่การผลิตแอสตาแซนธินธรรมชาติที่สุดของสารต้านอนุมูลอิสระ ด้วยคุณประโยชน์ของจุลสาหร่าย (Microalgae) สามารถผลิตสารเคมีมูลค่าสูงในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยา เครื่องสำอาง และอาหาร โดยเฉพาะแอสตาแซนธินธรรมชาติ(Natural astaxanthin) ที่สกัดจากจุลสาหร่ายนั้นมีสมบัติต้านอนุมูลอิสระสูงและสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพมนุษย์ กากเหลือทิ้งหลังการสกัดแอสตาแซนธินออกแล้วยังสามารถนำมาผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการถลุงแร่เหล็กทดแทนถ่านโค้ก (Coke) ซึ่งการใช้ถ่านชีวภาพนี้จะช่วยลดการใช้พลังงาน การปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้ประโยชน์จุลสาหร่ายผ่านตามแนวคิดไบโอรีไฟเนอรี (Biorefinery) Center of Excellence in Catalysis for Bioenergy and Renewable Chemicals (CBRC) ขอนำเสนอผลงานวิจัยของ Dr. Veeramuthu Ashokkumar และ ศ.ดร.ชวลิต งามจรัสศรีวิชัย ภาควิชาเคมีเทคนิค และ ผศ.ดร.อัญชิษฐา สัจจารักษ์ ภาควิชาพฤกษศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง “A biorefinery approach for high value-added bioproduct (astaxanthin) from alga Haematococcus sp. and residue pyrolysis for biochar synthesis and metallic iron production from hematite (Fe2O3)” ผลงานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Fuel (Tier1 Journal, JCR IF = 5.578)
อ่านบทความวิจัยคลิกที่นี่ https://doi.org/10.1016/j.fuel.2021.1…
วัสดุนาโนคอมพอสิตของคาร์บอน/ซิลิกา (mesoporous carbon/silica nanocomposite, MCS) สำหรับการใช้เป็นตัวนำส่งยา (Drug carriers) ตัวนำส่งยาเป็นวัสดุระดับนาโนเมตร (nanomaterials) ที่มีประโยชน์อย่างมากในด้านการแพทย์ โดยตัวนำส่งยาสามารถนำส่งยาหรือสารออกฤทธิ์ที่ต้องการให้ไปยังเซลล์เป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ กลุ่มนักวิจัยในเครือข่าย CBRC ภายใต้การกำกับดูแลของ ศ.ดร.ชวลิต งามจรัสศรีวิชัย ได้ประสบความสำเร็จในการใช้ยางธรรมชาติ (natural rubber) เป็นวัตถุดิบ สำหรับเตรียมนาโนคอมพอสิตของยางธรรมชาติ/ซิลิกา (natural rubber/mesoporous silica nanocomposite, NR/HMS) และนาโนคอมพอสิตของคาร์บอน/ซิลิกา (mesoporous carbon/silica nanocomposite, MCS) เพื่อใช้เป็นตัวนำส่งยาไดโคลฟีแนค (Diclofenac) อีกทั้งยังสามารถควบคุมการปลดปล่อยยาได้ในสภาวะที่ต้องการ ผลงานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports (Tier1 Journal, JCR IF = 3.998)
อ่านบทความวิจัยที่เกี่ยวข้องคลิกที่นี่
